วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประวัติ ริคาร์โด้ กาก้า


ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม :
 ริคาร์โด้ อิเซคสัน ดอส ซานโตส ไลเต้
วันเกิด :
 22 เมษายน, 1982 อายุ 24 ปี
สถานที่เกิด :
 บราซิเลีย , บราซิล
ส่วนสูง :
 186 ซม. ( 6ฟุต 1 นิ้ว )
ฉายา :
 กาก้า, ริคกี้
ตำแหน่ง :
 กองกลางตัวรุก
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน :
 เรอัล มาดริด
หมายเลข :
 8
ทีมชาติ
ปีสโมสรลงเล่น (ประตู)
2002 - ปัจจุบัน
  บราซิล68 (26)
ประวัติการค้าแข้ง
ปีสโมสรลงเล่น (ประตู)
2001 - 2003
  เซาเปาโล58 (23)
2003 - 2009
  เอซี มิลาน193 (70)
 2009 -ปัจจุบัน 
 เรอัล มาดริด 
กว่าจะมาเป็น กาก้า 

            ริคาร์โด้ อิเซคสัน ดอส ซานโตส ไลเต้ หรือที่รู้จักกันในนาม กาก้า เกิด มื่อวันที่ 22เมษายน ปี 1982ในกรุง บราซิเลีย ประเทศ บราซิล ปัจจุบันลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิลและสโมสร เอซี มิลาน ในอิตาลี

            กาก้า มีน้องชายอยู่ 1คนชื่อว่า โรดริโก้ อิฟราโน่ ดอส ซานโตส ไลเต้ หรือ ดีกาโอ และ น้องชายของเขาก็หวังว่าจะได้เดินตามรอยเท้าของพี่เพื่อไปเล่นยัง เซเรีย อา
            ชื่อ กาก้า นั้นเป็นสำเนียงแบบ โปรตุเกส ที่จะออกสำเนียงเน้นคำหลัง ตอนที่อยู่ในบราซิลนั้นจะมีคนเรียกเขาว่า ริคาร์โด้ มากกว่า อย่างไรก็ก็ตามชื่อ กาก้า นั้นได้มาจากน้องชายของเขาที่ไม่สามารถเรียกพี่ชายของเขาว่า ริคาร์โด้ ได้ในตอนเด็กๆ ทำให้ โรดริโก้ หันมาเรียก คาค่า (Caca) แทน และมาตอนหลังจึงเปลี่ยนมาเป็น กาก้า (Kaka)อย่างในปัจจุบัน

            ในเดือนกันยายน ปี 2000เมื่อ กาก้าอายุได้ 18ปีเขาก็ต้องเกือบที่จะต้องหยุดอนาคตการค้าแข้งลง หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุ และมีอาการกระดูกสันหลังร้าว จนทำให้เกือบเป็นอัมพาต แต่หลังจากนั้น1ปี กาก้า ก็ฟิตเต็มที่และกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง ในเกมสำรองของทีม โดยโค้ชส่งเขาลงเล่นเป็นตัวสำรองในช่วง 14นาทีสุดท้าย ในเกม ทอร์เนโร่ ริโอ นัดชิงชนะเลิศ ที่ทีมต้นสังกัด เซาเปาโล ตามหลังคู่แข่งอยู่ 1ประตู และจากการตัดสินใจของโค้ช เซาเปาโล ที่ส่ง กาก้า ลงสนามนั้น คอมเมนเตเตอร์ที่บรรยายเกมอยู่ถึงกับพูดออกมาว่า โค้ช เซาเปาโล นั้นต้องบ้าแน่ๆ แต่หลังจากนั้น 2นาที กาก้า ก็จัดการปิดปากผู้บรรยายรายนี้ด้วยการยิง 2ประตูช่วยให้ทีมพลิกมาคว้าชัยได้อย่างเหลือเชื่อ . กาก้า ให้เหตุผลการกลับมาในครั้งนี้ว่า เป็นผลมาจากการที่เขาเข้าโบถส์บ่อย จนได้รับของขวัญจากพระเจ้า


ประวัติส่วนตัว
            กาก้า แต่งงานกับ คาโรลีน เซลิโก้ ณ โบถศ์คริสต์แห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 23ธันวาคมปี 2005,2ปีหลังจากที่ กาก้า ย้ายจาก เซาเปาโล มาเล่นให้กับ เอซี มิลาน . คาโรลีน นั้นเกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1987ที่โรซานเกล่า ลีร่า เธอทำงานอยู่กับสินค้า แบรนด์ดังอย่าง คริสเตียน ดิออร์ ในบราซิล ซึ่งเธอเป็นหนึ่งในผู้บริหารกิจการด้วย โดยหล่อนนั้นตั้งเป้าไว้ว่าจะเรียนให้จบปริญญาด้านบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยในเมือง มิลานด้วย
            ทั้งคู่พบกันเมื่อปี 2001ซึ่งขณะนั้น คาโรลีน เป็นนักศึกษาอยู่และ กาก้า นั้นยังเล่นฟุตบอลให้กับ เซา เปาโล อยู่ ในงานแต่งงานของทั้งคู่มีแขกผู้มีเกียรติ มาร่วมงานกว่า 600คนและบรรดาแขกนั้นมีนักเตะเพื่อนร่วมทีมชาติอย่าง คาฟู ,โรนัลโด้ ,อาเดรียโน่ ,ดิด้า ,ชูลิโอ บาปติสต้า และยังมี อดีตโค้ชทีมชาติอย่าง คาร์ลอส อัลเบอร์โต้ ปาร์ไรร่า มาร่วมงานด้วย
            กาก้า นั้นถือว่าเป็นคริสเตียนที่เคร่ง ศาสนามากคนหนึ่งเลยทีเดียว ในเวลาที่เล่นกีฬาเขามักจะสวมเสื้อที่มีสกรีนคำว่า I Belong to Jesus (สาวกของพระเจ้า)อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นครั้งเมื่อพาบราซิลคว้าแชมป์โลกปี 2002หรือตอนที่ได้แชมป์ลีก กับ มิลานเมื่อปี2004 และเช่นเดียวกันที่สตั๊ดของเขาก็จะมีคำนี้เขียนอยู่ตรงลิ้นรองเท้าด้วย .และทุกครั้งที่เขาทำประตูได้ก็จะชี้นิ้งขั้นไปบนฟ้าเป็นสัญลักษณ์ว่า"ขอบคุณพระเจ้า"เสมอ

ประวัติการค้าแข้ง ระดับสโมสร

            กาก้า ลงเล่นเปิดตัวกับ เซา เปาโล ครั้งแรกเมื่อปี 2001เมื่ออายุได้ 18ปีและในฤดูกาลแรกเขาก็ยังไป 12ลูกจาก 27เกมที่ลงเล่น และ 10ประตู จาก22เกมในซีซั่นถัดมา ซึ่งในขณะที่เขาอายุ 17นั้นทางต้นสังกัด เซา เปาโล เกือบที่จะขาย กาก้า ไปให้กับ กาซิอันเทปสปอร์ ทีมในดิวิชั่น 1ตุรกี แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะ นูรัลลาห์ ซาแกลม กุนซือทีม กาซิอันเทปสปอร์ ขณะนั้น และทางบอร์ดบริหารของทีมนั้นปฏิเสธที่จะจ่ายเงินจำนวน 1.5ล้านเหรียญ ยูเอส (ประมาณ 60ล้านบาท)ให้กับ เซา เปาโล ซึ่งหลังจากที่ได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ เซา เปาโล ฟอร์มของเขาก็เริ่มไปเตะตาบรรดาทีมใหญ่ในยุโรป
            กาก้า ย้ายสู่ เอซี มิลานเมื่อปี 2003ด้วยค่าตัว 8.5ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 340ล้านบาท) ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ประธานสโมสรมิลานบรรยายถึงนักเตะรายนี้ว่า "เขาเล่นฟุตบอลเหมือนมีตาหลัง" และเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น กาก้า ก็มาอยู่ในทีมชุดใหญ่ได้เลย และหลังจากนั้นเขากได้ลงลเนเกม เซเรีย อา นัดแรกซึ่งเป็นที่ทีมออกไปเยือน อันคอน่า และ มิลาน ก็คว้าชัยไปได้ 2-0.และเขายิงไป 10ประตูจาก 30เกมที่ลงเล่นในซีซั่นนั้น ซึ่งต้นสังกัดก็คว้าสคูเด็ดโต้ และ ถ้วย ยูโรเปี้ยน ซุปเปอร์ คัพได้ด้วย

            กาก้า เป็นหนึ่งใน 5แผงมิดฟิลด์ของมิลาน ในฤดูกาล 2004-2005 และบ่อยครั้งที่ต้องขึ้นไปเล่นเป็นหน้าต่ำเพื่อสนับสนุน อังเดร เชฟเชนโก้ หัวหอกของทีมในเวลานั้น .และฤดูกาลที่สองของเขานั้นก็จบลงที่การยิงไป 7ลูกจาก 36เกมที่ลงเล่นและมีถ้วย อิตาเลียน ซุปเปอร์ คัพ ติดมือมาด้วย .โดยในลีก มิลาน จบอันดับที่ 2ตามหลัง ยูเวนตุส ทีมแชมป์และต้องพลาดการคว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ไปอย่างน่าเสียดายเมื่อแพ้จุดโทษต่อ ลิเวอร์พูลไปในรอบชิงชนะเลิศ .แต่ กาก้า ก็ได้รับเลือกให้เป็นกองกลางยอดเยี่ยมประจำทัวนาเมนต์ปีนั้น และในการประกาศผู้ได้รับรางวัล ลูกบอลของคำ ปีเดียวกัน กาก้านั้นได้รับการโหวต ทั้งหมด 19คะแนนและรั้งอยู่ในอันดับที่ 9
            หนึ่งในประตูที่ กาก้า ทำได้ในชุดมิลานนั้นมีอยูประตูหนึ่งในนัดที่พบกับ เฟเนบาร์เช่ ในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2005/06 ที่ทีมรอสโซเนโร่ พิชิตทีมแดนไก่งวงไปได้ 3-1.ประตูที่เกิดขึ้นนี้มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนนำไปเปรียบเทียบกับ ดีเอโก้ มาราโดน่า โดย กาก้า ลากบอลจากแดนกลางผ่านผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามถึง 3รายก่อนที่จะหลุดเข้าเขตโทษไปยิงผ่านผู้รักษาประตู โวลคาน เดมิเรล เข้าไป .และใน วันที่ 9เมษายน 2006 กาก้า ก็ซัดแฮตทริกแรกในการเล่นให้ มิลาน ได้สำเร็จในการพบกับ เวโรน่า โดยทั้ง 3ลูกมาจากการยิงในครึ่งหลังทั้งหมด
            ในปี 2006นี้ รีล มาดริด ยักษ์ใหญ่จากสเปนแสดงความสนใจที่จะคว้าตัว กาก้า ไปร่วมทัพ แต่ทาง มิลาน ก็ปฏิเสธกลับไป โดยการจับดาวเตะวัย 24ปีรายนี้เซ็นสัญญาใหม่ที่จะทำให้เจ้าตัวอยู่กับทีมไปจนกระทั้งปี 2011 ต่อมา ในวันที่ 1พฤศจิกายน ปีเดียวกัน กาก้า ก็จัดการทำแฮตทริกที่สองให้กับตัวเองในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ อันเดอร์เลช ที่ทีมจาก อิตาลี เอาชนะไปได้ 4-1 และเป็นแฮตทริกแรกในบอลยุโรปของ ดาวเตะรูปหล่อรายนี้ด้วย
            กาก้า ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี 2006จากบรรดาสื่อมวลชน โดยมีการทำโพลของ"โอ โกลโบ"นิตยสารในบราซิล ในหัวข้อที่ว่า"ใครคือผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก"ซึ่งจากผลสำรวจปรากฏว่า กาก้า ได้รับการโหวตถึง 81.5เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่2นั้นเป็น โรนัลดินโญ่ ทีได้ 11เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมี กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของอิตาลี ที่ตั้งหัวข้อสำรวจเดียวกัน และ กาก้า ก็ติดอยู่ในกลุ่มผู้เล่นยอดเยี่ยมที่ได้รับการโหวตเหมือนเดิม
และหลังจากนั้น คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือของ มิลาน ก็ออกมายกย่องลูกทีมของตนเองว่า กาก้านั้นเป็นผู้เล่นที่สมควรจะได้รางวัลฟุตบอลทองคำในปี 2006มากที่สุด แต่ก็ไม่เป็นไปมคาดเมื่อ ซีเนดีน ซีดาน เป็นผู้คว้ารางวัลนี้ไปครอง
       ข่าวคราวของกาก้าค่อนข้างที่จะเงียบหายไปในช่วงปี 2008-2009 มิลานไม่ได้แชมป์อะไรเท่าไหร่ แต่ช่วงกลางปี ก็ตกเป็นข่าวดังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อฟลอเรนติโน่ เปเรซ ซึ่งกลับมาดำรงตำแหน่งประธานสโมสรอีกครั้ง ซื้อตัวกาก้า เพื่อเข้ามาตามการทำทีมแบบ "กาลาคติกอส" หรือทีมรวมซูเปอร์สตาร์ ในค่าตัวสูงถึง 56 ล้านปอนด์ หรือ 67.2 ล้านยูโร เข้ามาร่วมทีมเป็นรายแรก เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ก่อนที่จะซื้อตัวโรนัลโด้ จากทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นรายต่อมา ซึ่งกับทีมราชันนั้น กาก้า ได้สวมเสื้อเบอร์ 8 และเป็นกำลังหลัก ให้กับทีมดังแดนสเปน อยู่ในขณะนี้


ระดับชาติ
            กาก้าลงลเนเกมแรกให้ทีมชาติในเกมที่พบกับ โบลิเวีย ในเดือนมกราคมปี 2002และเขาก็ยังมีชื่อติดอยู่ในทีมชุดฟุตบอลโลกปี 2002ด้วย แต่กาก้าได้ลงเล่นเพียงแค่ 19นาทีเท่านั้นในเกมรอบแรกที่พบกับ คอสตาริก้า .ในปี 2003กาก้า เป็นกัปตันให้ทีมชาติลงทำศึก โกลคัพ ที่ สหรัฐ และ เม็กซิโก ร่วมกันจัดขึ้น โดยทัวนาเมนต์นั้นบราซิลได้อันดับที่ 2และ กาก้าก็ยิงประตูสำคัญให้ทีมในนัดที่พบกับ โคลัมเบีย ด้วย
            หลังจากนั้นในปี 2005 ศึกคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ กาก้า ก็เป็นคนยิงปรตูในรอบชิงชนะเลิศให้ทีมคว้าชัยเหนือ อาร์เจนติน่า ไปได้ (ในระหว่างการฉลองแชมป์อยู่ กาก้า และ เพื่อนร่วมทีมหลายคน ได้ชูเสื้อทีเชิ้ตที่มีข้อความเขียนว่า "Jesus Loves You"หรือ "พระเจ้ารักคุณ"ในภาษาที่ต่างกันไปด้วย)

            กาก้า ได้รับอันดับที่ 10จากการโหวตผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟีฟ่าประจำปี 2004(FIFA World Player of the Year award 2004 หรือ ฟีฟ่า เวิล์ด เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ อวอร์ด 2004) และในปี 2005กาก้า ได้รับการโหวตให้เป็นที่ 2หลังจากที่พาบราซิลผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2006ได้สำเร็จ .กาก้า กลายเป็นผู้เล่นที่สมบูรณ์ขึ้นและได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดของบราซิลเลยทีเดียว.
            กาก้า ยิงประตูแรกให้บราซิลในฟุตบอลโลกปี2006 ในเกมที่พบกับ โครเอเชีย ในรอบแรกเมื่อวันที่ 13 มิถนายน 2006 .และในวันที่ 3 กันยายน 2006 กาก้า ยิงประตูสำคัญให้ทีมในนัดที่พบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง อาร์เจนติน่า หลังจากที่จ่ายให้ เอลาโน่ เพื่อนร่วมทีมชาติคนใหม่ยิงไปก่อนหน้านั้น1ลูก .และเมื่อกลางเดือน พฤศจิกายน 2006 กาก้าได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมชาติอีกครั้ง ในนัดกระชับมิตรที่บราซิลพบกับ สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งนัดนั้นบราซิลไม่มีกัปตันทีมตัวจริงอย่าง ลูซิโอ ลงสนามเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ


ฟุตบอลโลก 2006 
            เกมแรกของบราซิลในกลุ่ม เอฟ ,กาก้า ก็สามารถเบิดสกอร์แรกให้ทีมได้ทันทีในนาทีที่ 44จากเกมที่พบกับ โครเอเชีย ซึ่ง กองกลางรายนี้ ยิงจากนอกกรอบประมาณ 25เมตร และลูกนี้ก็เป็นประตูชัยให้ทีมด้วย .บรรดาสื่อต่างๆพากันยกย่อง กาก้า ว่าเป็น 1ใน5สิ่งมหัศจรรย์ของเกมลูกหนังร่วมกับ อาเดรียโน่ ,โรนัลโด้ ,โรนัลดิลโญ่ และ โรบินโญ่ และ ในเกมรอบต่อมากับ กาน่า เจ้าตัวเป็นคนจ่ายให้ โรนัลโด้หลุดเข้าไปทำประตูให้ทีม และถือเป็นการยิงทำลายสถิติสูงสุดของตลอดกาล แกร็ด มุลเลอร์ ลงด้วย .แต่มาในนัดที่พบกับ ฝรั่งเศส ในรอบก่อนรองชนะเลิศ เจ้าตัวและเพื่อนร่วมทีมต่างไม่สามารถรักษาฟอร์มเอาไว้ได้ทำให้ต้องจบปี 2006ด้วยมือเปล่า

คอนเฟดเดเรชั่น 2009
            ฟอร์มของกาก้ายังคงอยู่ในระดับท๊อป สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้หับแฟนๆทีมชุดขาว โดยประเดิมแมทช์แรก ชนะอียิปต์ไปถึง 4-3 ซึ่งกาก้าทำได้ 2 ลูก ทีเด็กอยู่ที่ตรงลูกแรก ที่กาก้ารับบอลจากอัลเวสที่โยนมาให้ เคาะบอลล็อคผ่านผู้เล่นอียิปต์ไปได้ 3 คน ก่อนจะซัดโล่งๆ ผ่านมือ เอล ฮาดารี เข้าไป อย่างสวยงาม ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมหลังพาบราซิลคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ซึ่งเป็นชาติแรกที่ทำได้

เกร็ดที่น่าสนใจ
            - กาก้า มีเชื่อสายโปรตุเกสด้วย
            - กาก้า เคยเป็นสมาชิกประจำองค์การกีฬาของศาสนา คริสต์
            - ในเดือน พฤศจิกายน 2004 กาก้า ได้รับเลือกให้เป็นฑูต ในการต่อต้านความอดอยาก ของ สหประชาติ ซึ่งเขานับเป็นฑูตที่อายุน้อยที่สุดในเวลานั้น
            - กาก้า เป็นคนที่ชอบฟังบทสวดของศาสนาคริสต์มาก
            - นอกจากนี้เขายังชอบศึกษาคัมภีร์ ไบเบิ้ล ด้วย
            - เวลาว่างของเขามักจะเข้าโบถส์ อ่านคัมภีร์ พร้อมกับครอบครัวและน้องชายของเขา ดีเกา
            - ที่ลิ้นของสตั๊ด กาก้านั้นมีปักคำว่า "I belong to Jesus"(สาวกของพระเจ้า) และ "God is faithful" (พระเจ้าคือความซื่อสัตย์) อยู่ด้วย
            - อาเดรียโน่ เพื่อนร่วมทีมชาติของกาก้า ได้ออกมากล่าวเกี่ยวกับ กาก้า ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่น่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง
            - มีหลายครั้งที่ผู้คนมักเรียกเขาว่า "นิวเปเล่"หรือ"เปเล่ขาว"
            - เปเล่ เคยออกว่าบอกว่า กาก้า นั้นมีเทคนิคการเล่นแบบ บราซิล ขนานแท้ ผสมกับ ความแข็งแกร่งของร่างกายตาม สไตล์ฟุตบอลยุโรป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ กาก้า นั้นประสบความสำเร็จที่ อิตาลี
            - วันที่ 12กุมภาพันธ์ ปี 2007กาก้า จะได้รับสิทธิให้เป็นพลเมืองของ อิตาลี อย่างเป็นทางการ


เกียรติประวัติ ระดับสโมสร
              เซาเปาโล
              
โคปปา เซาเปาโล เดอ จูเนียร์ : 2000
           ทอร์นีโอ ริโอ : ปี 2001
           ซุปเปอร์ คัมปิโอนาโต เปาลิสต้า : ปี 2002  
           เอซี มิลาน
            ยูโรเปี้ยน ซูปเปอร์ คัพ : ปี 2003, 2007
            เซเรีย อา : ปี 2004
            อิตาเลียน ซูปเปอร์ คัพ : ปี 2004
            ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2007
            ชิงแชมป์ฟุตบอลสโมสรโลก : 2007 

เกียรติประวัติ ระดับชาติ
            ฟีฟ่า เวิล์ด คัพ : ปี 2002
            คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ :ปี 2005, 2009

เกียรติยศส่วนตัว
           โบลา เดอ โออูโร่ โกลเด้น บอล (นักเตะยอดเยี่ยมลีกบราซิล) ปี 2002
           โบลา เดอ ปราตา (นักเตะยอดเยี่ยมตามตำแหน่งกองกลาง) ปี 2002
            ผู้เล่นยอดเยี่ยมคอนคาเคฟ : 2003
            หน้าใหม่เซเรียอาร์ยอดเยี่ยม : 2003
            ผู้เล่นต่างชาติยอดเยี่ยมของเซเรียอาร์ : 2004, 2006, 2007
            นักฟุตบอลเซเรียอาร์ยอดเยี่ยมแห่งปี : 2004, 2007
            ดาวซัลโวแชมป์เปี้ยนลีดอันดับสาม : 2005-06
            สุดยอดมิดฟิลด์แชมเปี้ยนลีก : 2005
            ติดสุดยอดทีมแห่งปีของยูฟ่า : 2006, 2007
            ติดสุดยอดทีมของฟีฟ่า : 2006,2007, 2008
            เปาโลเน่ ดีอาเจนโต(บอลเงิน) : 2006-07
            ดาวซัลโวแชมเปี้ยนลีก : 2006-07
            ผู้เล่นตัวรุกยอดเยี่ยมของแชมเปี้ยนลีก : 2006-07
            นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่า : 2007
            นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า : 2007
            รางวัลบัลลงดอร์ : 2007
            บอลทองคำ ฟุตบอลโลก : 2007
            โตโยต้า อวอร์ด : 2007
            เพลย์เมคเกอร์ยอดเยี่ยมประจำปี : 2007
            นักกีฬาลาตินยอดเยี่ยม : 2007
            ติด 1 ใน 100 บุคคลทรงอิทธิพล นิตยสาร ไทม์ : 2008, 2009
            ติดทีมยอดเยี่ยมของฟีฟ่า : 2008
            บอลทองคำ คอนเฟดเดเรชั่น : 2009
           
           

นักฟุตบอลที่เก่งของประเทศบราซิล

ประวัติเนย์มาร์ 
 
ชื่อ-นามสกุล : เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโต๊ส จูเนียร์
วันเดือนปีเกิด : วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1992
สถานที่เกิด : โมกิ ดาส ครูซเซส, บราซิล
ส่วนสูง : 174 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า
 
ประวัติพอสังเขป 

 
     เนย์มาร์ ปัจจุบัน ย้ายมาค้าแข้งให้กับ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า โคตรทีมแห่งลาลีก้า สเปน และเป็นดาวยิงเบอร์หนึ่งของทีมชาติบราซิลในตอนนี้ เมื่ออายุได้ 19 กองหน้าดาวรุ่ง ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกา ประจำปี 2011 หลังจากเคยคว้าอันดับ 3 เมื่อปี 2010 
 
     ในปีเดียวกันนั้น (2011) หัวหอกร่างบาง ยังมีชื่อเข้าชิงบัลลังดอร์ พร้อมกับคว้ารางวัล ฟีฟ่า ปุสกัส อีกด้วย จากนั้น เนย์มาร์ ก็คงความยอดเยี่ยมเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้ารางวัลดังกล่าวในปีถัดมา จุดเด่นของ เนย์มาร์คือ ความเร็ว, สปีดต้น, ทีมชาติบราซิล ยอมรับแล้วว่า ตนเองจะย้ายจาก ซานโต๊ส ในบ้านเกิด ไปค้าแข้งกับทีม บาร์เซโลน่า ในสเปน หลังจากเนื้อหอมได้รับความสนใจจากหลายทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา…
 
ประวัติส่วนตัว

 
     เนย์มาร์ เกิดที่ โมกี ดาส ครูเซส เซาเปาโล โดยเจ้าตัวเติบโตมาพร้อมกับการรักในการเล่นฟุตซอล และ สตรีทฟุตบอล พ่อของเนย์มาร์คือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซีเนียร์ อดีตนักฟุตบอล ซึ่งปัจจุบันพ่อของเขา กลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว (เอเย่นต์) ของ เนย์มาร์ อีกด้วย
 
     ในปี 1992 เนย์มาร์ ย้ายครอบครัวไปอยู่ ที่ เซา บิเซนเต และเป็นจุดเริ่มของการเล่นฟุตบอลระดับเยาวชนกับทีม โปรตูกีซ่า จากนั้นเขาได้เข้าร่วมทีมเยาวชนของซานโต๊ส ในปี 2003 ก่อนที่จะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่และประเดิมสนามเป็นครั้งแรกในเกมที่ชนะ โอเอสเต้ 2001 เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2009 ในขณะที่อายุได้เพียง 17 ปี 
 
     เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2010 เนย์มาร์ สร้างความฮือฮาด้วยการเหมาคนเดียว 5 ประตูในเกมที่ช่วยให้ทีมต้อนตือ กัวรานี่ 8-1 ก่อนที่ ซานโต๊ส จะคว้าแชมป์เปาลิสต้า 2010 ไปครองหลังจากที่ชนะซานโต อังเดร ในรอบชิงชนะเลิศ และศูนย์หน้าพรสวรรค์รายนี้ก็คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ไปครอง เมื่อทำได้ถึง 14 ประตูจาก 19 เกม 


 
     ในเดือน มิ.ย. 2010 ซานโต๊ส ได้ปฏิเสธข้อเสนอ 12 ล้านปอนด์ (540 ล้านบาท) จากเวสต์แฮมแบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง แต่ต่อมาไม่นานก็มีข่าวว่าเรอัล มาดริด ได้ตกลงเซ็นสัญญาล่วงหน้ากับ เรนาโต้ โรดริเกซ เอเย่นต์ของเนย์มาร์แล้ว ทว่า ซานโต๊ส ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด 
 
     หลังจากที่มีข่าวลือเกี่ยวกับเนย์มาร์ อย่างต่อเนื่อง ซานโต๊ส ก็ตัดสินใจที่จะจับกองหน้าตัวเก่งต่อสัญญากับสโมสรไปจนถึงเดือนธ.ค. 2014 พร้อมกับตั้งค่าตัวไว้ที่ 30 ล้านยูโร (ราว 1,280 ล้านบาท) 

     ขณะที่ เนย์มาร์ ยืนยันว่าตนขอมีสมาธิกับการเล่นให้ต้นสังกัดเท่านั้น แต่เอเย่นต์ของเขากลับอ้างว่าหัวหอกเนื้อหอมรายนี้ต้องการจะย้ายไปค้าแข้งในยุโรป  ณ เวลานี้ อนาคตของเนย์มาร์ ยังคงคลุมเครืออยู่ก็จริง แต่ดาวโรจน์แห่งวงการลูกหนังคงจะไม่หยุดอยู่แค่ในลีกบราซิลเป็นแน่แท้ รอลุ้นเพียงแค่ว่าทีมไหนจะโชคดีได้หัวหอกพรสวรรค์สูงรายนี้ไปร่วมทีมเท่านั้น  

 
     วันที่ 24 พ.ค. 2013 ซานโต๊ส ออกมาประกาศว่าได้รับข้อเสนอซื้อตัวเนย์มาร์ จากสองสโมสร ซึ่ง 3 วันถัดมาดาวยิงทีมขาติบราซิลก็ตกลงไปย้ายไปร่วมทัพบาร์เซโลน่า เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2013 ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2013 หลังจากผ่านการตรวจร่างกายกับทางทีมแพทย์

     ส่วนเรื่องค่าตัวการย้ายทีม อยู่ที่ราว 48.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2187 ล้านบาท) นับเป็นค่าตัวสูงที่สุดเป็นอันดับ 9 ในประวัติศาสตร์การซื้อขายผู้เล่น พร้อมกับค่าฉีกสัญญา 190 ล้านยูโร (7600 ล้านบาท)
 
ประวัติทีมชาติ
 
     สำหรับผลงานในทีมชาติ เนย์มาร์ ติดทีมบราซิลชุดอายุไม่เกิน 17 ปี ในศึกชิงแชมป์โลกยู-17 เมื่อปี 2009 ซึ่งเขาก็โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ จนถึงขั้นที่เปเล่ และ โรมาริโอ อดีตสองตำนานแข้งแซมบ้า ออกมาแนะให้ ดุงก้า กุนซือทีมบราซิลชุดใหญ่ หนีบเนย์มาร์ ไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบสุดท้าย แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากสื่อและแฟนบอล แต่สุดท้าย ดุงก้า ก็เลือกที่จะไม่ใส่ชื่อกองหน้าซานโต๊สไปลุยศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศแอฟริกาใต้ เนื่องจากมองว่ายังขาดประสบการณ์ในเกมระดับชาติ 

 
     ทว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2010 มาโน เมเนเซส โค้ชคนใหม่ของทีมเซเลเซา ก็ให้โอกาส เนย์มาร์ ได้ติดทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ในเกมอุ่นเครื่องกับสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ปีเดียวกัน โดยเขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงและสามารถทำประตูได้ทันทีในนาทีที่ 28 ก่อนจะช่วยให้บราซิลคว้าชัยไป 2-0 หลังจากนั้น เนย์มาร์ ก็เหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมที่พบกับ สกอตแลนด์ ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม
 
     จากนั้น เนย์มาร์ ได้สร้างชื่อในศึกโอลิมปิก ที่สหราชอาณาจักรเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2012 ซึ่งแฟนบอลจากแดนกาแฟต่างคาดหวังกับทีมชุดนี้เป็นอย่างสูงว่าจะสามารถก้าวไปคว้าเหรียญทองให้ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากจวนเจียนอยู่หลายสมัย

     ทว่า "แซมบา" ก็ยังคงไปไม่ถึงดวงดาวอีกครั้ง ด้วยการพ่ายต่อคู่รักคู่แค้นอย่างเม็กซิโก 1-2 ในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมกับได้เพียงเหรียญเงินเท่านั้น ถึงแม้เนย์มาร์ จะโชว์เพลงแข้งได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการทำไป 4 ลูกตลอดทัวร์นาเมนต์ก็ตาม 


 
     อย่างไรก็ตาม กองหน้าดาวรุ่งยังคงพัฒนาการเล่นขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนมาระเบิดฟอร์มสุดยอดอีกครั้งในศึกคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ 2013 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ โดยทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว เนย์มาร์ ยังได้สวมเสื้อหมายเลข 10 ซึ่งเป็นเลขในตำนานของ "ไข่มุกดำ" เปเล่ และเจ้าตัวก็สามารถพาทีมเถลิงแชมป์เอาฤกษ์เอาชัยก่อนมหกรรมฟุตบอลโลกในกลางปีหน้า ด้วยการไล่ถล่มสเปน 3-0 ในนัดชิงชนะเลิศ อีกทั้งเนย์มาร์ ยังได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำศึกคอนเฟดฯ อีกต่างหาก 

พี่อุ้ม ธีรธร บุญมาทัน นักฟุตบอลทีมชาติไทย

ธีราทร บุญมาทัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ธีราทร บุญมาทัน
ข้อมูลส่วนบุคคล
ชื่อเต็มธีราทร บุญมาทัน
วันเกิด6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 (23 ปี)
สถานที่เกิดกรุงเทพมหานครประเทศไทย
ส่วนสูง1.72 ม. (5 ฟุต 8 นิ้ว)
ตำแหน่งแบ็กซ้าย / กองกลางด้านซ้าย
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบันบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
หมายเลข2
สโมสรเยาวชน
2005-2007โรงเรียนอัสสัมชันธนบุรี
สโมสรอาชีพ*
ปีทีมลงเล่น(ประตู)
2008ราชประชา10(0)
2009-ปัจจุบันบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด92(10)
ทีมชาติ
2009-ไทย U237(0)
2010-ไทย14(2)
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร
นับเฉพาะลงเล่นในประเทศ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 19 February 2009
† ลงเล่น (ประตู)
‡ นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมชาติ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 29 February 2012
ธีราทร บุญมาทัน (6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 — ) นักฟุตบอลอาชีพชาวไทย ตำแหน่งแบ็กซ้าย เกิดที่จังหวัดนนทบุรี ปัจจุบันสังกัดสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในไทยพรีเมียร์ลีก
ธีราทรเป็นที่สนใจทั่วไป ในราวกลางเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 จากการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2012 โซนเอเชีย ระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติซาอุดิอาระเบียซึ่งเขาได้รับใบแดงให้ออกจากสนาม[1] และในไม่กี่วัน ในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 26 ระหว่างทีมชาติไทย พบกับทีมชาติอินโดนีเซีย ธีราทรซึ่งถูกเรียกเข้าติดทีมชุดซีเกมส์ หลังตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ก็ได้รับใบแดงอีกครั้ง[2][3]
หลังจากนั้นในวันที่ 1 ธันวาคม ปีเดียวกัน ธีราทรซึ่งลงเล่นให้บุรีรัมย์ในไทยลีก ใช้เท้าเหยียบเข้าที่ท้องของคู่แข่ง ระหว่างพบกับสโมสรฟุตบอลโอสถสภา เอ็ม–150 สระบุรี[4][5] ต่อมาเมื่อวันที่ 9-21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ธีราทรเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดบัวขวัญ จังหวัดนนทบุรี เพื่อตอบแทนบุญคุณบิดามารดา รวมทั้งเพื่อสงบจิตใจจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา[6]คลิกชมภาพต่อไป

ประวัติความเป็นมาของฟุตบอลไทย

ประวิติความเป็นมาของฟุตบอลไทย

ประวิติความเป็นมาของฟุตบอลไทย


กีฬาฟุตบอลในประเทศไทย ได้มีการเล่นตั้งแต่สมัย "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าหลานยาเธอ และข้าราชบริพารไปศึกษาวิชาการด้านต่างๆ ที่ประเทศอังกฤษ และผู้ที่นำกีฬาฟุตบอลกลับมายังประเทศไทยเป็นคนแรกคือ "เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)" หรือ ที่ประชนชาวไทยมักเรียกชื่อสั้นๆว่า "ครูเทพ" ซึ่งท่านได้แต่งเพลงกราวกีฬาที่พร้อมไปด้วยเรื่องน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง เชื่อกันว่าเพลงกราวกีฬาที่ครูเทพแต่งไว้นี้จะต้องเป็น "เพลงอมตะ" และจะต้องคงอยู่คู่ฟ้าไทย


เมื่อปี พ.ศ. 2454-2458 ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการครั้งแรก เมื่อท่านได้นำฟุตบอลเข้ามาเล่นในประเทศไทยได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมากมาย โดยหลายคนกล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศร้อน เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศหนาวมากกว่าและเป็นเกมที่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้เล่นและผู้ชมได้ง่าย ซึ่งข้อวิจารณ์ดังกล่าวถ้ามองอย่างผิวเผินอาจคล้อยตามได้ แต่ภายหลังข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ได้ค่อยหมดไปจนกระทั่งกลายเป็น กีฬายอดนิยมที่สุดของประชาชนชาวไทยและชาวโลกทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมีวิวัฒนาการดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้


พ.ศ. 2440 รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จนิวัติพระนคร กีฬาฟุตบอลได้รับความสนใจมากขึ้นจากบรรดาข้าราชการบรรดาครูอาจารย์ ตลอดจนชาวอังกฤษในประเทศไทยและผู้สนใจชาวไทยจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ กอร์ปกับครูเทพท่านได้เพียรพยายามปลูกฝังการเล่นฟุตบอลในโรงเรียนอย่างจริงจังและแพร่หลายมากในโอกาสต่อมา


พ.ศ. 2443 (รศ. 119) การแข่งขันฟุตบอลเป็นทางการครั้งแรกของไทยได้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 (รศ. 119) ณ สนามหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ออกกำลังกายและประกอบงานพิธีต่างๆการแข่งขันฟุตบอลคู่ประวัติศาสตร์ของไทย ระหว่าง "ชุดบางกอก" กับ "ชุดกรมศึกษาธิการ" จากกระทรวงธรรมการหรือเรียกชื่อการแข่งขันครั้งนี้ว่า "การแข่งขันฟุตบอลตามข้อบังคับของแอสโซซิเอชั่น" เพราะสมัยก่อนเรียกว่า "แอสโซซิเอชั่นฟุตบอล" (ASSOCIATIONS FOOTBALL) สมัยปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า "การแข่งขันฟุตบอลของสมาคม" หรือ "ฟุตบอลสมาคม" ผลการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษดังกล่าวปรากฏว่า "ชุดกรมศึกษาธิการ" เสมอกับ "ชุดบางกอก" 2-2 (ครึ่งแรก 1-0) ต่อมาครูเทพท่านได้วางแผนการจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนอย่างเป็นทางการพร้อมแปลกติกาฟุตบอลแบบสากลมาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งนี้ด้วย


พ.ศ. 2444 (รศ. 120) หนังสือวิทยาจารย์ เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องกติกาการแข่งขันฟุตบอลสากลและการแข่งขันอย่างเป็นแบบแผนสากล


การแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งแรกของประเทศไทยได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2444 นี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียนชายอายุไม่เกิน 20 ปี ใช้วิธีจัดการแข่งขันแบบน็อกเอาต์ หรือแบบแพ้คัดออก (KNOCKOUT OR ELIMINATIONS) ภายใต้การดำเนินการจัดการแข่งขันของ "กรมศึกษาธิการ" สำหรับทีมชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปี จะได้รับโล่รางวัลเป็นกรรมสิทธิ์


พ.ศ. 2448 (รศ. 124) เดือนพฤศจิกายน สามัคยาจารย์ สมาคม ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเป็นการแข่งขันฟุตบอลของบรรดาครูและสมาชิกครู โดยใช้ชื่อว่า "ฟุตบอลสามัคยาจารย์"


พ.ศ. 2450-2452 (รศ. 126-128) ผู้ตัดสินฟุตบอลชาวอังชื่อ "มร.อี.เอส.สมิธ" อดีตนักฟุตบอลอาชีพได้มาทำการตัดสินในประเทศไทย เป็นเวลา 2 ปี ทำให้คนไทยโดยเฉพาะครู-อาจารย์ และผู้สนใจได้เรียนรู้กติกาและสิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาก


พ.ศ. 2451 (รศ. 127) มีการจัดการแข่งขัน "เตะฟุตบอลไกล" ครั้งแรก


พ.ศ. 2452 (รศ. 128) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสวรรคต เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2452 นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของผู้สนับสนุนฟุตบอลไทยในยุคนั้น ซึ่งต่อมาในปีนี้ กรมศึกษาธิการก็ได้ประกาศใช้วิธีการแข่งขัน "แบบพบกันหมด" (ROUND ROBIN) แทนวิธีจัดการแข่งขันแบบแพ้คัดออกสำหรับคะแนนที่ใช้นับเป็นแบบของแคนาดา (CANADIAN SYSTEM) คือ ชนะ 2 คะแนน เสมอ 1คะแนน แพ้ 0 คะแนน และยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน


ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงมีความสนพระทัยกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างยิ่งถึงกับทรงกีฬาฟุตบอลเอง และทรงตั้งทีมฟุตบอลส่วนพระองค์เองชื่อทีม "เสือป่า" และได้เสด็จพระราช ดำเนินประทับทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลเป็นพระราชกิจวัตรเสมอมา โดยเฉพาะมวยไทยพระองค์ทรงเคย ปลอมพระองค์เป็นสามัญชนขึ้นต่อยมวยไทยจนได้ฉายาว่า "พระเจ้าเสือป่า" พระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถมาก จนเป็นที่ยกย่องของพสกนิกรทั่วไปจนตราบเท่าทุกวันนี้


จากพระราชกิจวัตรของพระองค์รัชกาลที่ 6 ทางด้านฟุตบอลนับได้ว่าเป็นยุคทองของไทยอย่างแท้จริงอีกทั้งยังมีการเผยแพร่ข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และบทความต่างๆทางด้านฟุตบอลดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้


พ.ศ. 2457 (รศ. 133) พระยาโอวาทวรกิจ" (แหมผลพันชิน) หรือนามปากกา "ครูทอง" ได้เขียนบทความกีฬา "เรื่องจรรยาของผู้เล่นและผู้ดูฟุตบอล" และ "คุณพระวรเวทย์ พิสิฐ" (วรเวทย์ ศิวะศริยานนท์) ได้เขียน
บทความกีฬา "เรื่องการเล่นฟุตบอล" และ "พระยาพาณิชศาสตร์วิธาน" (อู๋ พรรธนะแพทย์) ได้เขียนบทความกีฬาที่ประทับใจชาวไทยอย่างยิ่ง "เรื่องอย่าสำหรับนักเลงฟุตบอล"


พ.ศ. 2458 (รศ. 134) ประชาชนชาวไทยสนใจกีฬาฟุตบอลอย่างกว้างขวาง เนื่องจาก กรมศึกษาธิการได้พัฒนาวิธีการเล่น วิธีจัดการแข่งขัน การตัดสิน กติกาฟุตบอลที่สากลยอมรับ ตลอดจนระเบียบการแข่งขันที่รัดกุมยิ่งขึ้น และผู้ใหญ่ในวงการให้ความสนใจอย่างแท้จริงนับตั้งแต่พระองค์รัชกาลที่ 6 เองลงมาถึงพระบรมวงศานุวงศ์จนถึงสามัญชน และชาวต่างชาติ และในปี พ.ศ. 2458 จึงได้มีการแข่งขันฟุตบอลประเภทสโมสรครั้งแรกเป็นการชิงถ้วยพระราชทานและเรียกชื่อการแข่งขันฟุตบอลประเภทนี้ว่า "การแข่งขันฟุตบอลถ้วยทองของหลวง" การแข่งขันฟุตบอลสโมสรนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง ทหาร-ตำรวจ-เสือป่า ซึ่งผู้เล่นจะต้องมีอายุเกินกว่าระดับทีมนักเรียน นับว่าเป็นการเพิ่มประเภทการแข่งขันฟุตบอล


ราชกรีฑาสโมสร หรือสปอร์ตคลับ นับได้ว่าเป็นสโมสรแรกของไทยและเป็นศูนย์รวมของชาวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ซึ่งยังอยู่ในปัจจุบัน และสโมสรสปอร์ตคลับเป็นศูนย์กลางของกีฬาหลายประเภท โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลได้มีผู้เล่นระดับชาติจากประเทศอังกฤษมาเข้าร่วมทีมอยู่หลายคน เช่น มร.เอ.พี.โคลปี. อาจารย์โรงเรียนราชวิทยาลัย นับได้ว่าเป็นทีมฟุตบอลที่ดี มีความพร้อมมากทั้งทางด้านผู้เล่น งบประมาณและสนามแข่งขันมาตรฐาน จึงต้องเป็นเจ้าภาพให้ทีมต่างๆของไทยเรามาเยือนอยู่เสมอ ทำให้วงการฟุตบอลไทยในยุคนั้นได้พัฒนายิ่งขึ้น และรัชกาลที่ 6 ทรงสนพระทัยโดยเสด็จมาเป็นองค์ประธานพระราชทานรางวัลเป็นพระราชกิจวัตร ทำให้ประชาชนเรียกการแข่งขันสมัยนั้นว่า "ฟุตบอลหน้าพระที่นั่ง" และระหว่างพักครึ่งเวลามีการแสดง "พวกฟุตบอลตลกหลวง" นับเป็นพิธีชื่นชอบของปวงชนชาวไทยสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง และการแข่งขันฟุตบอลสโมสรครั้งแรกนี้ มีทีมสมัครเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 12 ทีม ใช้เวลาในการแข่งขัน 46 วัน (11 ก.ย.-27 ต.ค. 2458) จำนวน 29 แมตช์ ณ สนามเสือป่า ถนนหน้าพระลาน สวนดุสิต กรุงเทพมหานคร หรือสนามหน้ากองอำนวนการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติปัจจุบันพระองค์รัชกาลที่ 6 ได้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการแข่งขันนับว่าฟุตบอลไทยมีระบบในการบริหารมานานนับถึง 72 ปีแล้ว


ความเจริญก้าวหน้าของฟุตบอลภายในประเทศได้แผ่ขยายกว้างขวางทั่วประเทศไปสู่สโมสรกีฬา-ต่างจังหวัดหรือชนบทอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นที่นิยมกันทั่วไปภายใต้การสนับสนุนของรัชกาลที่ 6 และพระองค์ท่านทรงเล็งเห็นกาลไกลว่าควรที่ตะตั้งศูนย์กลางหรือสมาคมอย่างมีระบบแบบแผนที่ดี โดยมีคณะกรรมการบริหารสมาคมและทรงมีพระบรมราชโองการก่อตั้ง "สโมสรคณะฟุตบอลสยาม" ขึ้นมาโดยพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงเล่นฟุตบอลเอง

รัชกาลที่ 6 ได้ทรงมีวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามดังนี้คือ
1. เพื่อให้ผู้เล่นฟุตบอลมีพลานามัยที่สมบูรณ์
2. เพื่อก่อให้เกิดความสามัคคี
3. เพื่อก่อให้เกิดไหวพริบ และเป็นกีฬาที่ประหยัดดี
4. เพื่อเป็นการศึกษากลยุทธ์ในการรุกและการรับเช่นเดียวกับกองทัพทหารหาญ


จากวัตถุประสงค์ดังกล่าว นับเป็นสิ่งที่ผลักดันให้สมาคมฟุตบอลแห่งสยามดำเนินกิจการเจริญก้าวหน้ามาจนตราบถึงทุกวันนี้ ซึ่งมีกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลดังนี้
พ.ศ. 2458 (ร.ศ. 134) การแข่งขันระหว่างชาติครั้งแรกของประเทศไทย เมื่อวันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 ณ สนามราชกรีฑาสโมสร (สนามม้าปทุมวันปัจจุบัน) ระหว่าง "ทีมชาติสยาม" กับ "ทีมราชกรีฑาสโมสร" ต่อหน้าพระที่นั่ง และมี "มร.ดักลาส โรเบิร์ตสัน" เป็นผู้ตัดสิน ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมชาติสยามชนะทีมราชกรีฑาสโมสร 2-1 ประตู (ครึ่งแรก 0-0) และครั้งที่ 2 เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2458 เป็นการแข่งขันระหว่างชาตินัดที่ 2 แบบเหย้าเยือนต่า หน้าพระที่นั่ง ณ สนามเสือป่าสวนดุสิตและผลปรากฏว่า ทีมชาติสยามเสมอกับทีมราชกรีฑา สโมสร หรือทีมรวมต่างชาติ 1-1 ประตู (ครึ่งแรก 0-0)


สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย(THE FOOTBALL ASSOCIATION OF THAILAND)

มีวิวัฒนาการตามลำดับต่อไปนี้


พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน พุทธศักราช 2459 และตราข้อบังคับขึ้นใช้ในสนามฟุตบอลแห่งสยามด้วยซึ่งมีชื่อย่อว่า ส.ฟ.ท. และเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า "THE FOOTBALL ASSOCIATION OF THAILAND UNDER THE PATRONAGE OF HIS MAJESTY THE KING" ใช้อักษรย่อว่า F.A.T. และสมาคมฯ จัดการแข่งขันถ้วยใหญ่และถ้วยน้อยเป็นครั้งแรกในปีนี้ด้วย


พ.ศ. 2468 เป็นภาคีสมาชิกสมาพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พุทธศักราช 2468
ชุดฟุตบอลเสือป่าพรานหลวง ได้รับถ้วยของพระยาประสิทธิ์ศุภการ (เจ้าพระยารามราฆพ) ซึ่งเล่นกับชุดฟุตบอลกรมทหารรักษาวัง เมื่อ พ.ศ. 2459-2460 ได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ โดยชนะ 2 ปีติดต่อกัน
 รายนามผู้เล่น
1. ผัน ทัพภเวส
2. ครูเพิ่ม เมษประสาท (พระดรุณรักษา)
3. ครูเธียร วรธีระ (หลวงวิเศษธีระการ)
4. จรูญฯ (พระทิพย์จักษุศาสตร์)
5. ก้อนดิน ราหุลหัต (หลวงศิริธารา)
6. ครูสำลี จุโฬฑก (หลวงวิศาลธีระการ)
7. ครูหับ ปีตะนีละผลิน (หลวงประสิทธิ์นนทเวท)
8. ตุ๋ย ศิลปี (หลวงจิตร์เจนสาคร)
9. แฉล้ม กฤษณมระ (พระประสิทธิ์บรรณสาร)
10. จิ๋ว รามนัฎ (หลวงยงเยี่ยงครู)
11. ลิ้ม ทูตจิตร์ (พระวิสิษฐ์เภสัช)


ชุดฟุตบอลสโมสรกรมหรสพ ได้รับพระราชทาน "ถ้วยใหญ่" ของสมาคมฟุตบอลแห่งสยาม ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2459
 รายนามผู้เล่น
1. ครูเพิ่ม เมษประสาท (พระดรุณรักษา)
2. ครูเธียร วรธีระ (หลวงวิเศษธีระการ)
3. เจ็ก สุนทรกนิษฐ์
4. บุญ บูรณรัฎ
5. ใหญ่ มิลินทวณิช (หลวงมิลินทวณิช)
6. ครูหับ ปีตะนีละผลิน (หลวงประสิทธิ์นนทเวท)
7. ผัน ทัพภเวส
8. ถม โพธิเวช
9. แฉล้ม พฤษณมระ (พระประสิทธิ์บรรณสาร)
10. หลวงเยี่ยงครู (ถือถ้วยใหญ่)
11. เกิด วัชรเสรี (ขุนบริบาลนาฎศาลา)


พ.ศ. 2499 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ครั้งที่ 3 และเรียกว่าข้อบังคับ ลักษณะปกครอง

           พ.ศ. 2499 สมาคมฟุตบอลฯ ได้สิทธิ์ส่งทีมฟุตบอลชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขัน "กีฬาโอลิมปิก" ครั้งที่ 16 นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน เมื่อวันที่ 26
พฤศจิกายน พุทธศักราช 2499 ณ นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
         พ.ศ. 2500 เป็นภาคีสมาชิกสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย ซึ่งมีชื่อย่อว่า เอเอฟซี และเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า "ASIAN FOOTBALL CONFEDERATION" ใช้อักษรย่อว่า A.F.C.


พ.ศ. 2501 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับลักษณะปกครอง ครั้งที่ 4
พ.ศ. 2503 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับลักษณะปกครอง ครั้งที่ 5
พ.ศ. 2504-ปัจจุบัน สมาคมฟุตบอลฯได้จัดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยน้อย และถ้วยใหญ่ ซึ่งภายหลังได้จัดการแข่งขันแบบเดียวกันของสมาคมฟุตบอลอังกฤษคือจัดเป็นประเภทถ้วยพระราชทาน ก, ข, ค, และ ง และยังจัดการแข่งขันประเภทอื่นๆ อีกเช่น ฟุตบอลนักเรียน ฟุตบอลเตรียมอุดม ฟุตบอลอาชีวะ ฟุตบอลเยาวชนและอนุชน ฟุตบอลอุดมศึกษา ฟุตบอลเอฟเอ คัพ ฟุตบอลควีส์ คัพ ฟุตบอลคิงส์คัพ เป็นต้น ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้จัดการแข่งขันและส่งทีมเข้าร่วมกับทีมนานาชาติมากมายจนถึงปัจจุบัน


พ.ศ. 2511 สมาคมฟุตบอลได้สิทธิ์ส่งทีมฟุตบอลชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2511 ณ ประเทศเม็กซิโก


พ.ศ. 2514 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับลักษณะปกครอง ครั้งที่ 6 ชุดฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดแรกที่เดินทางไปแข่งขัน "กีฬาโอลิมปิก" ครั้งที่ 16 ณ นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2499


พ.ศ. 2531 สมาคมฟุตบอลฯ ได้มีโครงการจัดการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศ รวมทั้งเชิญทีมต่างประเทศเข้าร่วมแข่งขัน และส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันในต่างประเทศตลอดปี


จากสภาพการณ์ปัจจุบันสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศฯ ได้สร้างเกียรติยศชื่อเสียงเป็นที่ปรากฏและประจักษ์แจ้งแก่มวลสมาชิกฟุตบอลนานาชาติ ตัวอย่างประเทศเกาหลีได้จัดฟุตบอลเพรสซิเด้นคัพปี 2530 นี้ได้เชิญทีมฟุตบอลชาติไทยเท่านั้นแสดงว่าแสดงว่าสมาคมฟุตบอลของไทยได้บริหารทีมฟุตบอลเป็นทีมที่มีมาตรฐานสูงสุดจนเป็นที่ยอมรับของเอเชียในปัจจุบันและต่อจากนี้ไป ในปีพุทธศักราช 2530 นี้ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้วางแผนพัฒนาทีมฟุตบอลชาติไทยให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น โดยมีโครงการทีมฟุตบอลชาติไทยชุดถาวรของสมาคมฟุตบอลฯเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลชาติไทย ซึ่งนักฟุตบอลทุกคนของสมาคมฯจะได้รับเงินเดือนเดือน ละ 3,000 บาท ในช่วงปี 2530-2531 นอกจากนี้สมาคมฟุตบอลฯได้วางแผนพัฒนาเกี่ยวกับการฝึกซ้อมและแข่งขันฟุตบอลโดยนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการฝึกด้วยตลอดจนหาช้างเผือกมาเสริมทีมชาติเพื่อเป็นตัวตายตัวแทนสืบไป ขอใหสโมสรสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านโปรดติดตามและเอาใจช่วยให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยจงเจริญรุ่งเรืองสืบไปชั่วนิจนิรันดร์
 

 

กติกาฟุตบอล 7 คน

กติกาฟุตบอล 7 คน 


 





คำนำ

          ฟุตบอล 7 คน เป็นกีฬาที่ดัดแปลงมาจากฟุตบอล 11 คน เพื่อความสะดวกในการเล่นและการจัดการแข่งขัน ราวปี 2535 ผู้เขียนได้ไปขอกติกานี้มาจากสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดพิษณุโลก เป็นกระดาษโรเนียวเก่า และ กรอบมาก เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่มีใครเขานิยมเล่นกัน ผู้เขียนได้นำมาดัดแปลง เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของสนามโรงเรียนที่ผู้เขียนสอนอยู่ และได้ใช้ฝึกสอนนักเรียนระดับประถมศึกษา และได้นำไปเผยแพร่ให้เพื่อนครูในกลุ่มโรงเรียนพรานกระต่าย นำไปสอนนักเรียน จากนั้นได้จัดให้มีการแข่งขันระหว่างโรงเรียน ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก ขยายไปสู่ระดับเยาวชนและประชาชน ต่างอำเภอ และจังหวัดใกล้เคียง ผู้เขียนได้ รับการสอบถาม รายละเอียดเกี่ยวกับกฎ กติกา อยู่เสมอประกอบกับได้รับการขอร้องจาก ผู้ตัดสินฟุตบอล คณะครูพลศึกษา และ กกท.จังหวัดกำแพงเพชร ว่าให้พิมพ์เผยแพร่ เพื่อใช้เป็นคู่มือในการ แข่งขันต่อไป
            อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภิรมณ์  อั๋นประเสริฐ ประธานผู้ตัดสินฟุตบอลสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่าฟุตบอล 7 คน ไม่ได้รับการรับรองจาก FIFA ดังนั้นจึงถือว่าเป็นเกมชนิดหนึ่ง กติกาสามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทและความเหมาะสมของท้องที่นั้น ๆ
            กติกาฟุตบอล 7 คนเล่มนี้ ประกอบไปด้วย กติกาว่าด้วย ขนาดสนาม จำนวนผู้เล่น ผู้ตัดสิน และตัวอย่างเอกสาร เกี่ยวกับการจัดฟุตบอล  ขอให้ผู้ได้รับเอกสารนี้ช่วย เผยแพร่กติกานี้ ต่อๆไป เพื่อเป็นประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลของเรา

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ความเป็นมาของกีฬาฟุตบอลในประเทศไทย

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวว่า ฟุตบอลกำเนิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศกรีก โบราณซึ่ง เรียกว่า เอพปิสไกย์รอส (Episkiyros)   


ภาพจาก.....www.oknation.net
กลุ่มสาระการเรียนรู้   สุขศึกษาและพลศึกษา ช่วงชั้นที่ 3 ( ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 )

สาระที่ ๓ :  การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย  เกม  กีฬาไทย และกีฬาสากล
       มาตรฐาน พ ๓. ๑:  เข้าใจ มีทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกมและกีฬา
       มาตรฐาน พ ๓.๒ : รักการออกกำลังกาย การเล่นเกม และการเล่นกีฬา  ปฏิบัติเป็นประจำ  อย่างสม่ำเสมอ  มีวินัย  เคารพสิทธิ กฎ กติกา  มีน้ำใจนักกีฬา  มีจิตวิญญาณในการแข่งขัน  และชื่นชมในสุนทรียภาพของการกีฬา


จุดประสงค์การเรียนรู้
      1.สามารถอธิบายและรู้ประวัติกีฬาฟุตบอลได้
      2.สามารถเข้าใจและรู้คุณค่าของกีฬาฟุตบอลได้


เนื้อหาสาระ
      ในสมัยบาบีโลเนียและสมัยอียิปต์โบราณ  ฟุตบอลทำมาจากหนังสัตว์  เย็บสลับไปสลับมาแล้วห่อหุ้มข้างนอกด้วยฟางหรือผม
      ในประเทศจีน  เมื่อก่อนคริสต์กาล 3000  ปี  ได้เล่นกีฬาชนิดหนึ่งคล้ายการเล่นฟุตบอล  เรียกว่า  “ทีซูซุ”            (Tsu  chu)
      ในประเทศญี่ปุ่นก่อนต้นศตวรรษที่  14  ได้เล่นกีฬาชนิดหนึ่งที่คล้ายการเล่นฟุตบอลเรียกว่า “เคมาริ”  หรือ   “เคอร์นารท”  (Kmari  หรือ  Kernart)
      ในประเทศฝรั่งเศสสมัยกลาง ได้เล่นกีฬาคล้ายฟุตบอลเช่นกัน เรียกว่า “คาลซิโอ”  (Calcio)
      ในประเทศเม็กซิโก ได้เล่นกีฬาชนิดหนึ่งคล้ายฟุตบอล เรียกว่า   “โกมาคาริ”  (Gomacari)
      ในสมัยโรมัน  เริ่มเล่นฟุตบอลที่มีลมข้างในโดยพวกเขาได้นำเอากระเพาะปัสสาวะของวัวที่เพิ่งตายใหม่ๆ แล้วหุ้มด้วยขน  เกมที่ใช้กระเพาะปัสสาวะของวัว (Ox’s bladder)  มาเล่นนี้  ได้ถูกเรียกว่า  “ฮาร์ฟาสตัม”  (Harpastum)  บางตำราเรียกว่า  “Harpastrum”  หรือ  “Harpaston”  ก็มีซึ่งชาวโรมันพวกนี้ได้เอาแบบอย่างจากชาวกรีกโบราณ
       การแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติมีครั้งแรก  เมื่อ ค.ศ.1872  ระหว่างทีมสกอตแลนด์กับทีมอังกฤษต่อมาก็มีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติกันบ่อยๆ  การแข่งขันระหว่างชาติที่นับว่าสำคัญที่สุดคือการแข่งชิงถ้วยชนะเลิศของโลก  (World  Cup)  ทุกๆ  4  ปีจะมีการแข่งขันระหว่างประเทศครั้งหนึ่งทีมฟุตบอลของบราซิลชนะเลิศเป็นครั้งที่  3            ใน ค.ศ.1970  


ประวัติกีฬาฟุตบอลในประเทศไทย

      ประเทศไทยเรานั้นได้มีการเล่นฟุตบอลในสมัยต้นรัชกาลที่ 6 เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่  5  ได้ส่งลูกหลานและข้าราชบริพารไปเรียนอังกฤษ จึงได้รับเกมนี้กลับเมืองไทยและผู้นำฟุตบอล กลับมายังประเทศไทยคนแรกเมื่อปี พ.ศ.2440  คือ   พระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น  เทพหัสดิน  ณ  อยุธยา)หรือ “ครูเทพ” ผู้แต่งเพลงกราวกีฬา  ซึ่งเป็นเพลงอมตะของไทย  เนื้อเพลงกอร์ปด้วยคุณธรรม  จริยธรรมเพรียบพร้อมไปด้วยน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง การแข่งขันฟุตบอลครั้งแรกเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ 2  กุมภาพันธ์  พ.ศ.2443  (ร.ศ.119)  ณ  สนามหลวง  ระหว่างชุดบางกอกกับชุดกรมศึกษาธิการซึ่งเรียกการแข่งขันครั้งนี้ว่า “แอสโซซิเอชั่นฟุตบอล” (ประโยค  สุทธิสง่า, 2538: 1-2)

     เมื่อวันที่   25  เมษายน พ.ศ. 2459  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว     ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งเป็นสมาคมฟุตบอลแห่งสยามขึ้น  และได้ตั้งทีมฟุตบอลชื่อ  “โฮ้วป่า” (เสือป่า)  เป็นทีมของพระองค์  ต่อมาได้เป็นภาคีสมาชิกฟุตบอลระหว่างชาติ  เมื่อวันที่  25  มิถุนายน  2568  ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้ตั้งกรรมการดำเนินการขึ้น  ซึ่งกิจการก็ดำเนินมาด้วยดี  และได้ตราเป็นข้อบังคับใช้  ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงข้อบังคับเพื่อให้เหมาะสมกับกาลสมัยได้ดี  การแก้ไขครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2471  ครั้งที่ 2  เมื่อ พ.ศ.2493  และครั้งที่  3  เมื่อ พ.ศ.2499  และครั้งที่  4  คือ พ.ศ. 2512  และในครั้งที่ 3  ให้เรียกข้อบังคับนั้นว่า “ข้อบังคับลักษณะปกครอง”  และเรียกสมาคมเสียใหม่ว่า “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  อักษรย่อว่า  “ส.ฟ.ท.”  และเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า  The  Football  Association  of Thailand under the Royal Patronage of His Majestic The King  อักษรย่อว่า  F.A.T  สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี  2495  โดยเปิดการแข่งขันประเภทถ้วยใหญ่และถ้วยน้อย  จนกระทั่งปี 2514  ได้เปลี่ยนวิธีการแข่งขันประเภท ก.ข.ค.ง.  ตามแบบอย่างอังกฤษดังปัจจุบันนี้  นอกจากนั้นได้จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค  2  ครั้ง  คือปี  2499  และปี  2511  ที่เมลเบิร์น  ประเทศออสเตรเลีย  และเมืองเม็กซิโกซิตี้ประเทศเม็กซิโก  และได้เข้าร่วมกีฬาเอเชียนเกมส์และเซียบเกมส์เกือบทุกครั้ง  ได้เคยเป็นแชมเปี้ยนร่วมกับพม่าในกีฬาแหลมทอง  ครั้งที่  3  ได้เคยเป็นแชมเปี้ยนฟุตบอลเยาวชน  ครั้งที่ 5  และครั้งที่  11 ที่กรุงเทพฯ ทีมฟุตบอลไทยได้ไปร่วมในกีฬาฟุตบอลฉลองเอกราชมาเลเซียทุกครั้งและไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับพม่า  เวียดนาม  สิงคโปร์  มาเลเซียอยู่เนืองนิตย์  นักฟุตบอลไทยได้เคยถูกยกย่องให้เป็นดาราฟุตบอลเอเซีย 4 คน  คือนายสุชาติ มุทุกันต์ นายวิชิต  แย้มบุญเรือง  นายอัศวิน  ธงอินเนตร  และนายณรงค์  สังขสุวรรณ  สมาคมฟุตบอลไทยได้เคยส่งนักฟุตบอลไทยไปเรียนวิชาฝึกฟุตบอล  1  คน   คือ  นายสำรวย ไชยยงค์  สมาคมฟุตบอลได้โค้ชอังกฤษ       มาช่วยสอนโค้ชไทย  คือ  มิสเตอร์ วอลเลย์  บาล และเคยได้มิสเตอร์เดทมาร์เมอร์   มาอบรมโค้ชไทยถึงสองครั้งสองคราวในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ และในการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนครั้งที่ 8  นอกจากนั้นมี  ผู้สนใจฝึกฟุตบอลไปเรียนที่อังกฤษ คือ  นายทวีพงษ์  เสนีย์วงศ์  และนายสุเมธ   แก้วทิพย์เนตร  ซึ่งขี่จักรยานไปเรียนเช่นเดียวกัน ซึ่งในระยะหลังสโมสรกีฬาต่างนิยมส่งคนไปอบรมอยู่เรื่อยๆ                   
     จากสภาพการปัจจุบัน  สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย  ได้รับเกียรติยศชื่อเสียงเป็นที่ ปรากฏ  และประจักษ์แจ้งแก่มวลสมาชิกฟุตบอลนานาชาติ  ตัวอย่าง  ประเทศเกาหลีได้จัดฟุตบอล เพรสซิเด้นคัพปี  2530  ได้เชิญทีมฟุตบอลทีมชาติเอเซียเข้าร่วมเพียงทีมเดียว  คือทีมฟุตบอลชาติไทยเท่านั้นแสดงว่าสมาคมฟุตบอลไทยได้บริหารทีมฟุตบอลให้เป็นทีมที่มีมาตรฐานสูงสุดจนเป็นที่ยอมรับของเอเซียในปัจจุบัน  และต่อจากนี้ไปในปี พ.ศ. 2534  สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้วางแผนพัฒนาทีมฟุตบอลชาติไทยให้ยิ่งใหญ่ขึ้น 

    
สภากรรมการสมาคมฟุตบอลฯ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ดำเนินการแข่งขันฟุตบอลระดับชาติขึ้นภายในประเทศ  เพื่อเป็นการแสดงถึงความกตัญญู  ความจงรักภักดี  และเป็นการเทิดพระเกียรติแด่ผู้ให้กำเนิดสมาคมและราชวงศ์จักรีวงศ์สืบต่อไป  ดังมีอุดมการณ์ที่สำคัญ  5  ประการคือ
    1. เป็นการเทิดพระเกียรติและพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    2. เป็นการกระชับสัมพันธภาพกับนานาชาติในเครือสมาชิก
    3. เป็นการยกระดับมาตรฐานการกีฬาฟุตบอล
    4. เป็นการเผยแพร่ความนิยมกีฬาฟุตบอลแก่นักกีฬาและประชาชน
    5. เป็นการหารายได้ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล
    สภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย  ได้ลงมติให้ส่งหนังสือไปยังราชเลขาธิการเพื่อกราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาต  จัดดำเนินการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน  “คิงส์คัพ”  ในปีพุทธศักราช  2511  และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต  พร้อมทั้งพระราชทานถ้วยทองสำหรับทีมชนะเลิศ  ถ้วยพระราชทานนี้จะไม่เป็นกรรมสิทธิ์แก่ทีมฟุตบอลใด  จะต้องทำการแข่งขันชิงความเป็นผู้ชนะเลิศในทุกๆ  ปี 

ประเด็นคำถาม
1.นักเรียนเข้าใจประวัติความเป็นมาของกีฬาฟุตบอลมากน้อยแค่ไหน
2.จงอธิบายประวัติความ
เป็นมาของกีฬาฟุตบอลในประเทศไทย
3.นักเรียนรู้คุณค่าของการเล่นกีฬาฟุตบอลมีประโยชน์อย่างไร


กิจกรรมเสนอแน
1.ศึกษาเิ่พิ่มเติมในห้องสมุดหรือตามสื่อสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล
2.ติดตามรายละเอียดจากสื่ออินเทอร์เนต
3.เชิญเจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำจังหวัดให้ความรู้เพิ่มเติม


การบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ
1.สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  การเขียนบทความ การอ่านบทความ การย่อความ
2.สาระการเรียนรู้ศฺลปศึกษา  การวาดภาพเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล
3.สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์์ การคำนวณปีพ.ศ.กับค.ศ.
4.สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศึกษาประวัติเปรียบเทียบระหว่างต่างประเทศอยู่ในรัชกาลใด